Final Project





















เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ เป็นเครื่องหมายที่เกี่ยวของกับเครื่องหมายการค้า เป็นรูปร่าง ซิมโบล เป็นนามธรรม สื่อถึงตัวผลิตภัณพืได้ดี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นที่จดจำของผู้ใช้ สร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับผู้บริโภคตลอดไป
ต่อมา มาร์ค หรือเครื่องหมายการค้า เป็นลักษณ์ตราโลโก้ด้านบน ทำให้ตัวเองตกอยู่ในกระแสของตลาด ได้รับความน่าเชื่อถือ อย่างเช่นโค้กต้องใช้เวลาบ่มเพาะเป็นสิบปี เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำ จงเปรียบโลโก้เสมือนลายเซ็น
trade mark เครื่องหมายการค้า
Service เครื่องหมายบริการ
certification เครื่องหมายรับรอง ติวเตอร์
colective mark เครื่องหมายร่วม กลุ่มบุคคล รัฐวิสาหกิจ หวังผลกำไรหรือไม่หวังก็ได้
แนวคิดในการออกแบบlogoที่ดี
1.ศึกษาโลโก้ ว่ามีหน้าที่อะไร คืออะไร
ออกแบบผ่านรูปร่าง สี รูปภาพ ต้องสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของตลาด
2. ศึกษาหลักในการออกแบบโลโก้
ตอนนีคุณจะต้องรู้หลักในการสร้างโลโก้ที่ดี โดยหลักพื้นฐานในการออกแบบโลโก้
2.1 ต้องสื่อสารตัวเองได้ดี
2.2 ต้องเป็นที่น่าจดจำ
2.3 สื่อได้แม้ไม่มีสีสัน
2.4 สื่อได้แม้ขนาดเล็กๆ
3.ศึกษาจากข้อผิดพลาดที่มีอยู่
ศึกษาจากโลโก้ที่ไม่ด้รับความสนใจ มีรูปลักษณะอยู่ตรงการ ชื่ออยู่ข้างล่าง แล้วมีอะไรอยู่ด้านบนเพื่อสื่อความหมายซ้อนลงไป มันดึงสายตากันไปมา
เราสามารถเรียนรู้ได้จากโลโก้ที่ผิดพลาดได้ มีโลโก้บางโลโก้ที่ไม่ประสบความสำเร็จ
4.คำนึงถึงหลัก ฟิกเกอร์ แอนด์ กราวน์
5.เริ่มต้นกระบวนการออกแบบโลโก้ด้วยการเสก็ต
6.เรียนรู้การใช้งานโปรแกรมและเสร้็จสิ้นการทำโลโก้
7.การคำนวนฮวงจ้ย trend
จะช่วยให้ดูมืออาชีพมากขึ้น เอาใจลูกค้า โดยมีที่มาที่ไป
หลัก โลโก้ตาม ธาตุทั้ง 5
ธาตุเป็นหัวใจหลักของวิชาโหราศาสตร์ ไทย จีน หรือ อินเดีย ให้ความสำคัญของธาตุทั้งสิ้น
- ธาตุน้ำ สีดำ หรือสีน้ำเงิน รูปทรงเครลื่อนไหว พริ้วไหว
- ธาตุไม้ โทรสีเขียว รูปทรงเป็นแท่งตรง แข็งแรง
- ธาตุไฟ โทรสีแดง รูปทรงสามเหลี่ยมพีระมิด
- ธาตุดิน สีขาว สีน้ำตาล สีเหลือง รูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส
- ธาตุทอง สีทอง รูปทรงกลมเหมือนเหรียญ
trend 2009
1.photoFill
ต้องยกเครดิตให้กับเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น พัฒนาจนไม่จำกัดเรื่องการออกแบบ โดยเฉพาะสื่อ เว็บไซต์ ที่แพร่หลาย สีก็ไม่ใช่ข้อจำกัด สาระก็ตกมาอยู่ในเชป ที่ยังต้องพึ่ง vecter
2.concealed
3.varidot
เป็นจุด ที่หลากสี
4.candy stripe สีสันเหมือนลูกกวาด แนวรุ้ง หลากสี พากันสรา้งกลิ่นไอ ความเป็นเด็กได้อย่างดี
5.texting
เชปแบบเลวๆ การสื่อสารตรงๆ โดยไม่คำนึงถึงคอมโพส นำภาพมาแล้ววางเทคลงไปเลย
6. encrust ประดับประดา
การนำเชปมารวมกันและออกมาเป็นเชปใหม่ การกระหน่ำลวดลายเข้าไปเยอะพๆ และอยู่ที่นรักออกแบบว่าจะวางสัดส่วนได้พอเหมาะ หรือ เหมาะสมหรือเปล่า
7.monolgue บมพูดคนเดียว
เหมือนกำลังส่งเสียงไปยังผู้บริโภค ป็อปอัพการ์ตูรญี่ปุ่น
8.doily
เป็นการผสมแพทเทิลแบบเก่ากับแบบโมเดิร์น การ์ฟฟิคล้นเกินไป เป็นการปราณีตที่เป็นช่างฝีมือสมัยก่อน โดยการเจาะกระดาษ เหมือนกับคนให้ที่มีความชำนาญในการถักทอได้ดี นำลายเก่ากับลายใหม่มาผสมกันได้ดี
9.mosaic การอัดแน่นในห้องๆเดียว การเล่นสี
10.sequebtial
แนวคิและปรัชญา ที่เป็นสูตรสำเร็จของ trend นี้คือ การเติบโตแบบโปร่งใส ตามหลักพวก บรรษัทภิบาล ของบริษัทที่ต้องยึดถือ เลยสื่อผ่านสัญลักษณ์ดังกล่าว
การออกแบบตัวอักษรภาษาไทย
แบรดเคลียร์รับจ้างราชการไทยจัดพิมพ์ เอกสารที่เรียกกันว่าแผนการประกาศห้ามสูบฝิ่น ขึ้นตามพระราชโองการของ ร.๕ เพื่อแจกจ่ายออกไปทั่วราชอาณาจักร เอกสารชิ้นนี้ใช้ตัวเรียงซึ่งซื้อจากสิงคโป เข้าใจว่า คณะมิชชั้นนารีได้ส่งคนในคณะ ไปดูแลการทำแม่แบบที่ปีนัง
ประวัติ
ครั้นสมัยพระร่วงโรจน์น์นฤทธิ์ ส่งจดหมายเชิญเหล่าบรรดาแคว้นหัวเมืองต่างๆ (ลาว/ขอม/เขมร) มาร่วมงาน ลบศักราช ในข้อความที่ปรากฏในลายลักษ์อักษรบนจดหมาย คือคำตอบของหลักฐานสำคัญ ว่า เราเคยใช้ภาษาเดียวกันมาก่อน (เหตุใดจึงเข้าใจ และ สามารถมาตามวันและเวลาที่กำหนดได้)
- เริ่มปรากฏหลักฐาน ตัวอักษรคฤนก์ / ปัลลวะอินเดีย.
- คลี่คลายมาเป็นอักษรขอมโบราณ
- พัฒนามาเป็นอักษรตัวเมืองหรืออักษรยวยโยนก
*ตัวอักษรเมืองนี้เองที่ใช้ติดต่อกันหลากหลาย ระหว่างหัวเมืองต่างๆ
ตัวอักษรเขมร มีปัญหาคือไม่มีวรรณยุค กินพื้นที่ด้านกว้างเพราะอยู่ในบรรทัดเดียวกัน พยัญชนะ 30 ตัว
ตอนปลายสมัยอยุธยา พระนารายไม่หวงห้ามการเรียนรู้ เมื่อคนรู้หนังสือมาขึ้น จึงเกิด แบบเรียน “จินดามณี” บนในลานตามวัดต่างๆ เพื่อให้ราษฎรได้เรียนรู้หนังสือ ตัวอักษรจึงเพิ่มเป็น 44 ตัว สระ 22 รูป วรรณยุค 2 เสียง คือเอกและโท.
ต่อมายุคสุนทรภู่ เฟื่องฟูเรื่องวรรณกรรม พัฒนามาเป็นแบบเรียนก.กา สุบินทกุมาร ปฐมมาลา
กราพัฒนาเทคโนโลยีการพิมพ์
1.ในช่วงแรกนานาประเทศได้เริ่มรับบทบาทแท่นพิมมาเยอะแล้ว แต่ไทยช้ากว่า แต่มีแบบราชการ เป็นตัวคัด หัวกลม ตัวอักษรสูงขึ้น ใช้งานในราชการ เรียกว่า ตัวอาลักษณ์
2. ชาวอเมริกันในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ยอร์จ เอชฮัฟ ได้คิดค้นตัวพิมพ์ไทย ครั้งรบที่ประเทศพม่า แต่นำเ้ข้าโดย นายแพทย์ แดน บีช แบรดลี่ จากสิงคโป แต่ยังไม่ถูกสัดส่วน ขนบแบบไทยซะทีเดียว (โรงพิมพ์แรกในประเทศไทยคือ โรงพิมพ์ปากกา) และเริ่มดัดแปลงทำเป็นตัวอักษรโรมัน เป็นตัวเหลี่ยม เป็นตัวพิมพ์ ที่มีความหนาบาง เท่ากันตลอดทั้งลำตัว
3. ต่อมา เริ่มมีการตกแต่งให้อ่อนช้อย และเพิ่มความหนา เริ่มมีตัวหนังสือพิมพ์ จึงเรียกว่าตัวโป้งหนา
4. จากเดิมตรงที่ ลำตัว มีความหนาบางที่เท่ากัน ทำให้มีความหลากหลายขึ้น มีความโค้ง เรียกว่าตัวฝรั่งเศส
5. พัฒนาการเรียงพิมพ์ จากที่พิมพ์ทีละตัว ก็พิมพ์ทีละชุด ระบบเลสเตอร์เพลส โดยร่วมกันระหว่าง โรงพิมพ์วัฒนาพาณิชกับบริษัทต่างชาติโมโนไทป์ เรียกว่าระบบเรียงพิมพ์โมโนไทป์
คือ คาแรคเตอร์ของตัวอักษร ของแต่ละตัว Font
A -Upper case , ตัวนำ หรือ ตัวพิมพ์ใหญ่
a – Lower case , ตัวตาม หรือ ตัวพิมพ์เล็กนั่นเอง
เริ่มเรียกมาจาก โรงพิมพ์ จะนำ case หรือ กล่องเก็บตัวอักษร เป็นกล่องไม้ดำ
มักจะนำกล่องไม้ขนาดใหญ่ไว้ด้านบน และ นำกล่องไม้ขนาดเล็กไว้ด้านล่าง
จึงเป็นเหตุให้เรียกตามกันมา จนปัจจุบันนี้.
เริ่มแรกมีขนาดเดียว
ตัวอักษรที่ไม่มีเชิงตัวแรก คือ Helvetica ซึ่งเหมาะกับงาน Modern อ่านง่ายและร่วมสมัย.
1. Bold ตัวหนาที่สุด
ทำให้ดูมีน้ำหนัก มักใช้เป็นหัวเรื่อง
- Extra bold face หนาพิเศษ เพิ่มจาก Bold face
- Semi bold face หนารองจาก bold แต่หนากว่าเส้นหนัก
2.Medium face ตัวเส้นหนัก รองลงมาจากตัวหนา เหมาะกับหัวข้อรอง
3.Book face ตัวพิมพ์เนื้อเรื่อง ตัวปกติ Normal face
รองลงมาจากตัวเส้นหลัก เหมาะที่จะใช้เป็นตัวอ่าน
4.Light face ตัวเส้นบาง ตัวพิมพ์ที่มีเส้นบางมาก
กำลังเป็นที่นิยมในการออกแบบ ลดความหนาแน่น
ไม่ต้องการการรบกวนใน Layout เป็นส่วนหนึ่งใน Layout
5.Italic ตัวเอน / oblique
เป็นตัวพิมพ์ที่นักออกแบบส่วนมากจะพัฒนามากับตัว Bold และ Normal
ส่วนประกอบต่างๆของโครงสร้างตัวอักษร ภาษาอังกฤษ(โรมัน)
1. Stem ลำตัว
เส้นตั้งหรือเส้นเอียง ที่เป็นก้านหลักของตัวอักษรั้น
2.Arm ช่วงแขน
เส้นสั้นๆ เส้นรอง ที่แยกออกมา
3.Leg ขา
4.Apex ปลายแหลมด้านบน
ปลายแหลมที่มาบรรจบกันของเส้นสองเส้น
Vertex ปลายแหลมด้านล่าง
5.Serif เส้นติ่งที่ยื่นออกมาจากปลายแขน และลำตัวของตัวพิมพ์
6.Counter แอ่ง
ที่ว่างของตัวอักษร เป็นวงกลม หรือวงรี
7.Cross Bar เส้นวางแนวนอนที่วางเชื่อมของเส้นสองเส้น